ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสมัยรัตนโกสินทร์

ศิลปะรัตนโกสินทร์ตั่งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา (พ.ศ. 2394-ปัจจุบัน)

       นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศิลปะไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวระหว่างรูปแบบตามประเพณีนิยมกับศิลปะทางตะวันตกของยุโรป แม้ว่ายังมีการสร้างศิลปะตามแบบประเพณีนิยมอยู่บ้างแต่ไม่มากเท่าตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเจ้านายและขุนนางชั้นสูงออกไปศึกษาในประเทศตะวันตก พระมหากษัตริย์เสด็จประพาสประเทศในเอเชียและประเทศทางยุโรป รวมทั้งการจ้างชาวตะวันตกที่เป็นสถาปนิก จิตรกร ประติมากร และนักวิชาการทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เข้ามาทำงานในเมืองไทย ศิลปะแบบตะวันตกเริ่มฝังรากลงในสังคมและวัฒนธรรมไทย ผลักดันให้เกิดการพัฒนาแนวความคิดและวิธีการแสดงรูปแบบทางศิลปกรรมทุกด้าน

 

1.            สถาปัตยกรรม    

สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ได้รั้บแบบอย่างมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย  เช่น  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)  มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดพระศรีสรรเพชญในสมัยอยุธยา   สมัยรัชกาลที่ มีการสร้างและบูรณะวัดเป็นจำนวนมาก

 สมัยรัชกาลที่ ทรงมีพระราชนิยมแบบจีน  เกิดสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทยกับจีน  เช่น  วัดยานนาวา  เป็นต้น    

           สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มด้วยราชสำนักหันความนิยมไปสู่รูปแบบฝ่ายตะวันตกแทนรูปแบบศิลปะของจีน กระบวนการช่างศิลปะอย่างยุโรปก็ได้แพร่หลายออกไปสู่วัดวาอารามและวังเจ้านายในท้องที่ต่างๆรอบกรุง ตลอดจนต่างจังหวะ

สมัยรัชกาลที่ 5 และสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพัฒนาประเทศทางด้านสาธารณประโยชน์ของสังคมทางวัตถุเป็นหลักใหญ่เพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทันอารยประเทศ      ขณะที่ค่านิยมตะวันตกมีมากขึ้น  การแสวงหาเอกลักษณ์ใหม่ด้านสถาปัตยกรรมไทยก็เกิดขึ้นพร้อมๆกัน

         อย่างไรก็ตาม ความพยายามจะรักษาสถาปัตยกรรมที่เป็นศิลปะแบบไทยยังคงมีอยู่บ้างเห็นได้จากพระที่นั่งไอสวรรย์ทิพยอาสน์กลางสระน้ำที่พระราชวังบางปะอิน

 

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในบรมมหาราชวัง

ภาพหามาจากเว็บhttp://my.dek-d.com/papanaruto/blog/

  

 

พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์

ภาพหามาจากเว็บhttp://my.dek-d.com/papanaruto/blog/

 

2.            ประติมากรรม     

             งานประติมากรรมของไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มักเป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ไม่นิยมปั้นรูปมนุษย์แบบสมจริง   จนกระทั่งได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมตะวันตก  จึงเริ่มมีประติมากรรมรูปมนุษย์ตามแบบของจริงมากขึ้น  ส่วนใหญ่เป็นรูปปั้นของกษัตริย์  และบุคคลสำคัญ  เช่น  อนุสาวรีย์ต่าง ๆ เป็นต้น
       ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ประติมากรรมที่สร้างขึ้นจะได้รับอิทธิพลศิลปะตะวันตก แม้แต่การปั้นพระพุทธรูปให้เหมือนมนุษย์ยิ่งขึ้น    งานประติมากรรมอื่นๆมักจะเป็นงานจำหลักหินอ่อนหรือหล่อสำริดส่งมาจากยุโรป ถือเป็นการเริ่มรับแบบอย่างการปั้นภาพเหมือนและอนุสาวรีย์ตะวันตก

 

3.            จิตรกรรม   

    ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมักเป็นจิตรกรรมที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ  ชาดก  หรือภาพในวรรณคดีเรื่อง  รามเกียรติ์  เป็นต้น  ซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์

    สมัยรัชกาลที่ มีการรับอิทธิพลของศิลปะจีนอย่างมาก 
    สมัยรัชกาลที่ 4 จิตรกรรมไทยได้รับอิทธิพลของศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสานทำให้เกิดศิลปะรูปแบบใหม่ กล่าวคือได้มีการนำวิทยาการสมัยใหม่ของตะวันตกในการสร้างภาพมนุษย์ที่เน้นความเหมือนจริงมาผนวกเข้ากับวิทยาการของไทยที่เขียนภาพแบบอุดมคติ งานเหล่านี้มีให้เห็นอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังของ ขรัวอินโข่ง  จิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 4

 

       4. นาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์    

กลุ่มชาวไทยมุสลิมที่ถูกกวาดต้อนมาจากภาคใต้เข้ามาในเมืองหลวงเนื่องมาจากสงครามในหัวเมืองมลายูตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ได้นำธรรมเนียมการสวดขับบูชาพระผู้เป็นเจ้า มีกลองรำมะนาตีเป็นจังหวะประกอบ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่รับจากมลายูเข้ามาด้วย ต่อมาการสวดเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปเป็นเพื่อความบันเทิง เมื่อมีงานรื่นเริงพวกผู้ชายมักนั่งล้อมวงกันตีกลองรำมะนาประกอบการสวดขับเพลงมลายูประชันกันครึกครื้น ที่เรียกว่า ดจิเก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ดจิเกเริ่มมีคำร้องเป็นภาษาไทย  จากนั้นจึงมีการแสดงที่พลิกแพลงและพัฒนาเป็น ลิเก  ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

         ในสมัยนี้ แนวคิดและวิถีชีวิตของคนตะวันตกได้แพร่ขยายเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น จึงมีการเปลี่ยนแปลง ตัดทอนนาฏศิลป์และดนตรีไทยให้กระชับขึ้น

    

        5. วรรณกรรม   

วรรณกรรมจำนวนมากในสมัยอยุธยาสูญหายและกลายเป็นเถ้าถ่านในตอนที่เสียกรุงครั้งที่ เมื่อถึงสมัยธนบุรี  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงฟื้นฟูวงการวรรณกรรม  ดังปรากฏหลักฐานว่าพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ถึง 4 ตอน  เมื่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์  การฟื้นฟูวรรณกรรมยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  ดังปรากฏวรรณกรรมที่สำคัญและกวีที่โดดเด่น  ดังต่อไปนี้
               สมัยรัชกาลที่ 1
  ทรงโปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตร่วมกันแต่งบทละครเรื่องรามเกียรติ์  กวีที่สำคัญในสมัยนี้  เช่น  เจ้าพระยาพระคลัง (หน)  แต่งเรื่องสามก๊ก  ราชาธิราช  และกากีคำกลอน  เป็นต้น
               สมัยรัชกาลที่ 2
  สมัยนี้เป็นยุคทองของวรรณกรรมยุคหนึ่งของไทย  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ทรงเป็นกวีที่มีอัจฉริยภาพ  ผลงานพระราชนิพนธ์  เช่น  บทละครเรื่องอิเหนา  บทละครนอกเรื่อง  สังข์ทอง  ไกรทอง  คาวี  ไชยเชษฐ์  มณีพิชัย  และกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน  นอกจากนี้ยังมีกวีที่สำคัญ  เช่น  สุนทรภู่  ซึ่งแต่งเรื่องพระอภัยมณี  นิราศภูเขาทอง  และกาพย์พระไชยสุริยา  เป็นต้น
               สมัยรัชกาลที่ 3
  กวีที่สำคัญ  คือ  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  งานพระราชนิพนธ์สำคัญ  เช่น  ลิลิตตะเลงพ่าย  ร่ายยาวมหาชาติ  กฤษณาสอนน้องคำฉันท์  และปฐมสมโพธิกถา  เป็นต้น  และพระมหามนตรี  (ทรัพย์)ผู้แต่งเรื่องระเด่นลันได
               สมัยรัชกาลที่ 4
  กวีสำคัญ  อาทิ  หม่อมราโชทัย  ผู้แต่งานิราศลอนดอนและหม่อมเจ้าอิศรญาณ  ผู้แต่งอิศรญาณภาษิต  เป็นต้น
               สมัยรัชกาลที่ 6
  เป็นอีกสมัยที่รุ่งเรืองทางวรรณกรรม  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกวีที่มีความสามารถยิ่ง  กวีที่สำคัญ  เช่น  พระราชวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ  นายชิต  บุรทัต  เป็นต้น  ในสมัยนี้  งานเขียนแบบตะวันตกได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

       สมัยรัชกาลที่ จนถึงปัจจุบัน  วรรณกรรมของไทยมีความหลากหลายมากขึ้น  เป็นการผสมผสานระหว่างจารีตแบบไทยและตะวันตก  แต่ก็มีนักเขียนบางท่านที่ยังยึดตามแบบทางวรรณกรรมของไทยอยู่  นักเขียนร่วมสมัย  เช่น
               -  อังคาร       กัลยาณพงศ์       (กวีนิพนธ์)
               -  สุลักษณ์     ศิวรักษ์            (บทความ)
               -  กฤษณา     อโศกสิน           (นวนิยาย)


NEXT